เซปักตะกร้อ หรือเป็นกีฬาที่คล้ายกับวอลเลย์บอล แต่ใช้การเตะแทนที่จะเป็นมือเหมือนวอลเลย์บอล เป็นกีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ลูกบอลที่ทำจากหวายที่นำมาสานกันเป็นลูกกลม โดยผู้เล่นจะต้องใช้ขา หัวเข่า หน้าอก หรือ หัวของตันในการรับลูก ตะกร้อมีการเล่นอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โป ในขณะที่ในมาเลเซียจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘เซปัก รากา เช่นเดียวกันกับในประเทศฟิลิปปินส์ที่เรียกว่า ‘เซปะ’ ส่วนชื่อที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวใช้คือ ‘คาเทา’ แปลว่า ‘การเตะลูกถัก’ สำหรับประเทศไทยเราเรียกสั้นๆ ว่า ‘ตะกร้อ’

ประวัติต้นกำเนิดกีฬา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดแสดงให้เห็นว่าเกมนี้ มีจุดกำเนิดอยู่ในรัฐสุลต่านมะละกาแห่งมาเลเซีย ในศตวรรษที่ 15 เพราะมันถูกกล่าวถึงในข้อความประวัติศาสตร์มาเลย์ ‘Sejarah Melayu’ คือพงศาวดารของประเทศมาเลย์ อธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ของราชามูฮัมหมัด ลูกชายของสุลต่านมันซูร์ชาห์ ซึ่งบังเอิญถูกกระแทกด้วยลูกบอลหวายของ Tun Besar ลูกชายของ Tun Perak ในเกมราปาเซปัก ลูกบอลกระทบหมวกของราชามูฮัมหมัดจนตกกระแทกกับพื้น ด้วยความโกรธของราชามูฮัมหมัด เขาจึงได้จัดการสังหาร Tun Besar ดังนั้นบางคนในหมู่ญาติของ Tun Besar อยากจะฆ่าราชามูฮัมหมัดเพื่อแก้แค้น อย่างไรก็ตาม Tun Perak พยายามยับยั้งพวกเขาจากการก่อกบฏ ด้วยการบอกว่าเขาจะไม่ยอมรับราชาแห่งมูฮัมหมัดในฐานะทายาทของสุลต่านอีกต่อไป อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์นี้สุ ลต่านมันซูร์ชาห์จึงสั่งให้ลูกชายของเดินทางออกไปจากแหลมมลายู เพื่อไปเป็นผู้ปกครองรัฐอื่นแทน

ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียก็ได้รับอิทธิพลมาจากรัฐมะละกา ในแถบหมู่เกาะเรียว กับสุมาตราตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 ซึ่งเรียกกันว่า ‘เซปัก รากะ’ ในภาษามาเลย์ท้องถิ่น ในเวลานั้นพื้นที่สุมาตราบางแห่งเป็นส่วนหนึ่งของสุลต่านมะละกา จากนั้นคนมลายูก็กระจายไปทั่วหมู่เกาะ และได้นำเกมนี้มาให้กับชาวบูกินีในสุลาเวสี จากนั้นเกมก็ได้พัฒนาตนเองจนกลายมาเป็นเกมพื้นเมืองที่เรียกว่า ซึ่งเรียกว่า ‘รากา’ (ผู้เล่นเรียกว่า ปักรากา) มันได้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่เกาะสุลาเวสีใต้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ผู้ชายส่วนใหญ่ที่เล่น ‘รากา’ จะมารวมตัวกันในสนามเพื่อแข่งกันเตะลูก ชายที่เตะลูกบอลได้สูงสุดจะเป็นผู้ชนะ นอกจากนี้การเล่นรากะนั้น ยังเป็นเกมที่เล่นกันเพื่อความสนุกสนามในหมู่ชาวบ้าน โดยอาศัยเทคนิคต่างๆ มากมายที่เข้ามาช่วยให้การเล่นดูน่าสนใจ เช่น การเตะบอลที่วางไว้บนหัวของผู้เล่น

กฎกติการเล่นตะกร้อ

การแข่งขันจะมีสองทีม แต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่นสามคน ในบางครั้งก็มีเพียงแค่ผู้เล่นสองคน (คู่) หรือ สี่ผู้เล่น (Quadrant) ต่อทีม ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งจะอยู่ด้านหลัง เรียกว่า ‘ผู้เสิร์ฟ’ ผู้เล่นอีกสองคนจะอยู่ด้านหน้าหนึ่งข้างซ้าย และขวาอีกคู่ ผู้เล่นทางด้านซ้ายเรียกว่า ‘ผู้ส่งลูก’ และผู้เล่นทางด้านขวาเรียกว่า ‘ผู้โจมตี’ หรือ ‘กองหน้า’ ฝ่ายเสิร์ฟจะเป็นผู้เริ่มเกม ผู้เล่นฝ่ายใดสามารถเอาชนะในเซ็ตแรกได้ จะสามารถเลือกฝ่ายเสิร์ฟได้ โดยการโยนจะต้องทำทันทีที่ผู้ตัดสินเรียก หากผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ขว้างบอลก่อนที่กรรมการจะเรียก จะต้องทำการโยนใหม่อีกครั้ง และจะมีการเตือนให้ผู้โยนทราบ ในระหว่างที่ผู้เสิร์ฟเริ่มเตะบอล ผู้เล่นทุกคนได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระในพื้นที่ฝั่งของตน

ในระบบการให้คะแนนแบบปกติ ฝ่ายใดที่สามารถทำคะแนนได้ดีสุด 3 เซ็ต หรือ ชนะ 2 ใน 3 แต่ละชุดมีการเล่นถึง 21 คะแนน เมื่อเข้าสู่เซ็ตที่สามของเกม ผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนฝั่งเมื่อทีมใดทำคะแนนได้ถึง 11 แต้ม ในขณะที่ถ้าหากผู้เล่นฝ่ายไหนทำผิดกฎของเกม คะแนนจะถูกมอบให้กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งกฎของเกมสามารถดูได้จากด้านล่างนี้

  1. บอลถูกส่วนแขนของผู้เล่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  2. ฝ่ายใดทำการส่งลูกติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง
  3. บอลโดนหลังคา เพดาน หรือวัตถุอื่นๆ
  4. ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือชุดของผู้เล่น เช่น รองเท้า, เสื้อ, สายรัดหัว ฯลฯ สัมผัสตาข่าย หรือเก้าอี้ของผู้ตัดสิน หรือตกอยู่ในฝั่งของฝ่ายตรงข้าม
  5. ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งทำสัมผัสลูกบอลที่ฝั่งของฝ่ายตรงข้าม
  6. ส่วนใดของร่างกายผู้เล่นข้ามไปยังอีกด้านของตาข่ายของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำกว่าตาข่าย ยกเว้นในระหว่างการติดตามบอล
  7. การสร้างลักษณะของการกระทำที่ทำให้เสียสมาธิ เช่น ท่าทางล้อเลียน การส่งเสียงที่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ หรือตะโกนใส่ผู้เล่นฝ่ายคู่ต่อสู้
  8. ในระหว่างเสิร์ฟลูกบอลไม่ข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม
  9. ในระหว่างเสิร์ฟลูกบอลข้ามตาข่าย แต่ไปตกอยู่นอกสนาม
  10. ในระหว่างเสิร์ฟลูก ลูกบอลถูกผู้เล่นของตัวเอง ก่อนที่จะข้ามตาข่าย
  11. ผู้เสิร์ฟกระโดดระหว่างการเสิร์ฟลูก
  12. ผู้เสิร์ฟไม่ยอมเตะบอลระหว่างการเสิร์ฟลูก
  13. ผู้เล่นใช้มือหรือส่วนอื่นๆ ของแขนของเขาเพื่ออำนวยความสะดวกในเตะ แม้ว่ามือหรือแขนไม่ได้สัมผัสลูกบอลโดยตรง แต่หากสัมผัสวัตถุหรือพื้นผิวอื่นๆ จะถือว่าเป็นการผิดกติกา