บาสเก็ตบอลถือเป็นกีฬาที่เก่าแก่มากของมนุษย์ แนวคิดของกีฬาชนิดนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1891 ในสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์โดย James Naismith ครูผู้สอนวิชาพลศึกษาชาวแคนาดาวัย 32 ปี ที่สามารถคิดค้นกีฬาที่นำมาใช้เล่นในที่ร่มตลอดช่วงฤดูหนาว เพื่อให้เป็นกีฬาทดแทนฟุตบอลที่มีมีความรุนแรงหรือลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ มันใช้เวลาไม่นานก่อนที่จะเริ่มแพร่หลายไปทั่วในช่วงศตวรรษที่ 20 แน่นอนว่ามันกลายเป็นกีฬาที่มีความนิยมมากในอเมริกาก่อนที่จะถูกนำไปเล่นในส่วนอื่นๆ ของโลก

หลังจากบาสเก็ตกลายเป็นที่ยอมรับในวิทยาลัยอเมริกัน ทำให้มีการจัดตั้งการแข่งกีฬาแบบมืออาชีพตามมาที่รู้จักกันในชื่อ American National Basketball Association (NBA) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1946 ปัจจุบันนี้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และกลายเป็นกีฬาที่มีผู้ชมเยอะที่สุดไม่แพ้ฟุตบอล นับได้ว่ามันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญของวัฒนธรรมอเมริกันไปเรียบร้อยแล้ว

เกมบาสก็ตบอลครั้งแรกในประวัติศาสตร์

หลังจากที่ James Naismith ได้ประกาศกฎกติกาการเล่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1891 ในวันนี้เองที่เขาได้ชวนนักเรียนของเขาให้มาเล่นกันที่สนามแห่งหนึ่ง ด้วยจำนวนผู้เล่นแบ่งออกเป็น 2 ทีม แบ่งออกเป็นฝ่ายละ 9 คน โดยนำลูกฟุตบอล 1 ลูก มาใช้เล่นพร้อมกับตะกร้า 2 อัน ที่ตั้งอยู่คนละฟากของสนาม ในการเล่นนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะตื่นเต้นเท่าไหร่นัก Naismith เป็นชายที่ชื่นชอบคิดค้นเกมการเล่นใหม่เสมอ ทำให้นักเรียนกลายเป็นคนที่ต้องมาทดลองเกมให้กับเขา ซึ่งในเกมนี้เองนักเรียนก็สนับสนุนให้ใช้ชื่อว่า ‘Naismith Game’ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยเข้าหูเท่าไหร่ จึงคิดว่าในเมื่อเรามีบอลกับตะกร้าทำไมเราถึงไม่ใช้คำว่า ‘Basketball’ ล่ะ

ในเกมที่เล่นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างมาก ในสมัยก่อนนั้นที่ใช้ตะกร้าธรรมดาที่ไม่มีรูด้านล่าง ทำให้จะต้องเอาลูกออกเอาเองด้วยการใช้ไม้ดันหรือแทงให้มันออกมาจากตะกร้า จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1906 ได้มีการประดิษฐ์ห่วงเหล็กแบบมาตฐาน ตามด้วยตาข่ายแบบที่เราคุ้นเคยกันดี และที่สำคัญคือลูกที่นำมาใช้เล่นถูกเปลี่ยนออกแบบใหม่ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงกว่าลูกฟุตบอล มันสามารถกระดอนขึ้นมือโดยใช้แรงที่น้อยกว่ามาก ช่วยให้เบาแรงให้กับนักบาสได้เป็นอย่างดี

 กฎการเล่นในสมัยก่อน

1.ผู้เล่นสามารถโยนลูกไปในทิศทางใดก็ได้ด้วย “มือเดียว” หรือ “ทั้งสองข้าง”

2.ผู้เล่นสามารถเลี้ยงลูกไปในทิศทางใดก็ได้ด้วย “มือเดียว” หรือ “ทั้งสองข้าง”

3.ลูกจะต้องอยู่ในมือ หรือระหว่างมือเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้ส่วนอื่นของร่างกายช่วยประคองลูก เช่น แขน ลำตัว ฯลฯ

4.หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำฟาล์วติดต่อกันสามครั้งจะนับประตูให้ฝ่ายตรงข้าม

5.คะแนนทำได้จากการโยนลูกลงบ่วง หรือในกรณีที่ลูกค้างอยู่บนขอบถ้าฝ่ายตรงข้ามสามารถปัดลงจะนับเป็นคะแนนเช่นเดียวกัน

6.เมื่อลูกออกนอกสนามจะถูกโยนลงสนามจากคนที่ถูกสัมผัสลูกก่อนคนแรก ในกรณีที่มีข้อพิพาทกรรมการจะโยนมันลงในสนาม อนุญาตให้ ‘thrower-in’ ได้ห้าวินาที หากเขาถือไว้นานกว่านั้นก็จะไปต้องเปลี่ยนยให้ฝ่ายตรงข้าม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังคงคงไม่โยนกรรมการอาจปรับฟาล์วได้

7.เกมจะแบ่งออกเป็นช่วง ในแต่ละช่วงแบ่งออกเป็น 15 นาที และช่วงพัก 5 นาที

8.ทีมฝ่ายใดสามารถทำคะแนนได้มากสุดจะเป็นผู้ชนะ ในกรณีที่เป็นฝ่ายเสมอกันอาจมีการตกลงกันว่าจะแข่งกันต่อจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำคะแนนได้เพิ่ม