Table tennis หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ปิงปอง’ เป็นเกมตีลูกคล้ายกับเทนนิสในสนาม แต่จะเปลี่ยนมาเล่นกันบนโต๊ะแบนแบ่งออกเป็นสองสนามเท่ากัน โดยมีตาข่ายแบ่งพื้นที่การเล่นของแต่ละฝ่ายอยู่ตรงกลาง เป้าหมายคือการตีลูกบอลเพื่อให้ข้ามตาข่าย และตกลงบนพื้นที่กลางสนามของอีกฝ่าย ในลักษณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเข้าถึงหรือตีลูกคืนมาได้ทัน โดยอุปกรณ์หลักที่นำมาเล่นจะมีน้ำหนักเบามาก ได้แก่ ลูกบอลกลวง ที่ผู้เล่นจะใช้ไม้แบตตีเพื่อส่งลูก เกมปิงปองนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ในประเทศส่วนใหญ่มีการจัดการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป และแถบเอเชีย เช่น จีน และญี่ปุ่น

ประวัติของปิงปอง

เกมนี้ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นในประเทศอังกฤษ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่เดิมเรียกว่า “ปิงปอง” จนกระทั่งได้มีการใช้ชื่อทางการค้าใหม่ว่า Table Tennis เมื่อปี 1921-22 เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น เมื่อสมาคมปิงปองเก่าที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1902 ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในขณะที่สมาคมก็เริ่มยุติบทบาทลงในปี 1905 แต่เห็นได้ชัดว่าปิงปองยังมีเล่นในส่วนต่าง ๆ ของอังกฤษ ลอนดอน และในยุค 20 ที่เริ่มแพร่หลายมากในหลายประเทศ ต่อมาด้วยความร่วมมือของประเทศเยอรมนี ฮังการี อังกฤษ จึงได้ก่อตั้งสมาคม Fédération Internationale de Tennis de Table (สหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ) ขึ้นในปี 1926 สมาชิกผู้ก่อตั้งทั้งหมด ได้แก่ อังกฤษ, สวีเดน, ฮังการี, อินเดีย, เดนมาร์ก, เยอรมนี, เชโกสโลวะเกีย, ออสเตรีย และเวลส์ เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 สมาคมก็มีสมาชิกมากถึง 165 ประเทศ

การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรกจัดขึ้นที่ลอนดอนในปี 1939 นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปี 1939 ชาวยุโรปก็กลายเป็นตัวเต็งในเกมปิงปองอยู่เรื่อยมาก เป็นผลมาจากการได้รับชัยชนะ 9 ครั้งของนักกีฬาชาวฮังการี และเชคโกสโลวาเกีย 2 ครั้ง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 เอเชียกลายเป็นแหล่งผลิตนักกีฬาระดับแชมป์เปี้ยน ซึ่งในสมัยนั้นถึงกับเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นหรือจีนได้อย่างสบายๆ รวมถึงการแข่งขันประเภทหญิงด้วยเช่นกัน ในปี 1980 มีการจัดงานแข่งขันปิงปองโลกครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรอบนี้ผู้ที่เป็นแชมป์คือ Guo Yuehua จากประเทศจีนได้รับรางวัลมูลค่า 12,500 เหรียญ ต่อมาในปี 1988 ปิงปองได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอริมปิกอย่างเป็นทางการ ในประเภทผู้เล่นเดี่ยว และผู้เล่นคู่

อุปกรณ์ที่ใช้เล่นปิงปอง

อุปกรณ์ปิงปองค่อนข้างมีความเรียบง่ายและราคาไม่แพง ประกอบไปด้วย ตารางรูปสี่เหลี่ยมขนาด 9 ฟุตคูณ 5 ฟุต (2.7 เมตรคูณ 1.5 เมตร) มีช่องว่างสูง 30 นิ้ว (76 ซม.) เหนือพื้น ตาข่ายมีความยาว 6 ฟุต (1.8 เมตร) และขอบด้านบนตามความยาวทั้งหมดคือ 6 นิ้ว (15.25 ซม.) ลูกบอลทรงกลมที่ด้านในกลวง ในสมัยก่อนเคยทำจากเซลลูลอยด์สีขาว จนกระทั่งในปี 1969 ได้เปลี่ยนมาใช้เป็นพลาสติกแทน ซึ่งมีคุณสมบัติที่คล้ายกันแต่มีความทนทานสูงกว่า โดยลูกบอลมีสี ขาว เหลือง หรือ ส้ม น้ำหนักประมาณ 0.09 ออนซ์ (2.7 กรัม) และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.6 นิ้ว (4 ซม.) หน้าแร็กเกตมักจะทำจากไม้มีลักษณะแบนราบ อาจเคลือบด้วยชั้นสี หรือเคลือบยางฟองน้ำ ไม่ว่าจะใช้การผสมแบบใด ทั้งสองด้านของไม้พายจะต้องมีสีต่างกัน แร็กเก็ตอาจมีขนาดน้ำหนักหรือรูปร่างใดก็ได้

กติกาในการเล่นเกม

การแข่งขันจะชนะก็ต่อเมื่อ ผู้เล่นสามารถทำคะแนนได้ 11 แต้ม หรือเมื่อผู้เล่นสองคนสามารทำคะแนนได้ 10 แต้มเสมอกัน จะตัดสินเมื่อฝ่ายใดสามารถทำคะแนนนำได้เกิน 2 แต้ม ในการให้คะแนนเกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น เมื่อผู้เล่นทำการเสิร์ฟล้มเหลว หรือ ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกกลับได้ หรือฝ่ายใดมีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎกติกาที่ระบุเอาไว้ (เช่น สัมผัสพื้นโต๊ะในขณะที่อยู่ระหว่างการเล่น) การเปลี่ยนฝ่ายเสิร์ฟจะเริ่มเมื่อผ่านไปทุก 2 แต้ม จนกระทั่งดำเนินมาถึง 10 แต้ม ซึ่งจะเปลี่ยนทุกๆ 1 แต้ม

การเสิร์ฟทำจากด้านหลังสุดของโต๊ะ โดยจะโยนลูกบอลขึ้นจากฝ่ามือ ในขณะที่ผู้เล่นจะตีลูกตอนที่มันลงมา เพื่อให้กระดอนมาพื้นที่ฝ่ายตนเอง ก่อนจะข้ามเน็ตไปฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่การเสิร์ฟแบบหมุนลูกไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ เนื่องจากเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอเมริกา เมื่อมีผู้เล่นทำการหมุนลูกที่อีกฝ่ายไม่สามารถรับได้ จนทำให้การทำแบบนี้ถูกแบนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937

ความสนใจของผู้ชมการเล่นนั้น อยู่ที่การสังเกตความสามารถของผู้เล่นคนหนึ่งที่จะเอาชนะผู้เล่นคนอื่นด้วยกลยุทธ์แบบใด เช่น นักกีฬาอาจเพิ่มความเร็วของเกม ทำให้ช้าลง เปลี่ยนทิศทาง หรือให้การหมุนที่แตกต่างกันหรือใช้เทคนิคการตีแบบนุ่มนวลเหนือตาข่าย เมื่อคู่ต่อสู้ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต่อกรกับกลยุทธ์ของอีกฝ่ายได้ ก็อาจตกเป็นฝ่ายที่พลาดพลั้งเสียคะแนนให้กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม

กลยุทธ์การเล่นช้าหรือการป้องกันเคยถูกพูดถึงอย่างมากใน การแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี 1936 ประเทศปรากเกมนี้ผู้เล่นใช้เวลาในการเล่นถึง 1 ชั่วโมง เพื่อแย่งชิงอีก 1 คะแนนที่เหลือ จนกระทั่งการเล่นแบบเตะถ่วงเวลาแบบนี้ถูกห้ามไปแล้วในปัจจุบัน หากเกมยังไม่เสร็จสิ้นภายใน 15 นาทีหลังจากเริ่มเกมส่วนที่เหลือของเกมนั้น เกมที่เหลือของเกมจะดำเนินการภายใต้ระบบ Expedite